ตะลอนทัวร์เที่ยววัด ไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระแก้วดอนเต้า

ตะลอนทัวร์ทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระแก้วคอนเต้าสุชาดาราม ลำปาง
วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ตั้งอยู่ที่ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง มีเนื้อที่ 51 ไร่ 2 งาน 61 ตารางวา เป็นวัดที่เก่าแก่และสวยงามมีอายุนับพันปี และเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1979 เป็นเวลานานถึง 575 ปี มูลเหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่า วัดพระแก้วดอนเต้า มีตำนานกล่าวว่า นางสุชาดา ได้พบแก้วมรกตในแตงโม ( หมากเต้า ) และนำมาถวายพระเถระรูปหนึ่ง ท่านจึงจ้างช่างให้นำมรกตนั้นไปแกะสลักเป็นพระพุทธรูป ซึ่งก็คือ พระแก้วดอนเต้า ซึ่งต่อมาได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุลำปางหลวง เหตุจากตำนานบอกว่า มีผู้ไปฟ้องเจ้าเมืองลำปางในขณะนั้นว่า พระเถระและนางสุชาดาเป็นชู้กัน เจ้าเมืองลำปางจึงให้จับนางสุชาดาไปประหารชีวิต ส่วนพระเถระองค์นั้นทราบข่าวก็ได้อัญเชิญพระพุทธรูปหนีไป โดยได้นำไปฝากไว้ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงจนถึงปัจจุบัน ส่วนที่ตั้งบ้านของนางสุชาดานั้นได้มีผู้มีจิตศรัทธาในคุณงามความดีของนาง บริจาคเงินสร้างวัดขึ้นชื่อวัดสุชาดาราม แต่ก็มีการสันนิษฐานเพิ่มว่า น่าจะเป็นเพราะย่านนี้เป็นสวนหมากเต้า และเป็นที่ดอน จึงชื่อพระธาตุว่า พระบรมธาตุดอนเต้า และชื่อวัดว่า วัดพระธาตุดอนเต้า ภายหลังเมื่อมีการประดิษฐานพระแก้วดอนเต้า จึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดพระแก้วดอนเต้า มีพระเจดีย์องค์ใหญ่ บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า มณฑปศิลปะพม่า ลักษณะงดงาม ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ และวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ พอๆกับการสร้างวัดนี้ นอกจากนี้ยังมีวิหารหลวงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติล้านนา และวิหารพระเจ้าทองทิพย์ รอการมาเยือนของนักท่องเที่ยวตลอดเวลา

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด

วัดพระธาตุดอยสะเก็ด เป็นวัดที่สร้างมาช้านาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๑๕๕ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๑ วัดแห่งนี้มีตำนานกล่าวถึงพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์มาปรากฏกายทิพย์ ณ บนดอยแห่งนี้ ขณะนั้นได้ทอดพระเนตรไปทางทิศใต้ ได้พบหนองบัวอันกว้างใหญ่ไพศาล มีดอกบัวมากมายตั้งอยู่ใกล้เชิงเขาลูกเดียว ซึ่งในหนองน้ำแห่งนี้เป็นที่อยู่ของพญานาคสองสามีภรรยา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับอยู่บนภูเขาลูกนั้น และทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีให้พญานาคสองสามีภรรยา ซึ่งกำลังหากินอยู่ในบริเวณหนองน้ำแห่งนั้นได้เห็น พญานาคทั้งสองได้เห็นเป็นอัศจรรย์ยิ่งนัก เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงได้แปลงกายเป็นมนุษย์ เก็บดอกบัวในหนองน้ำนำไปถวายแด่พระพุทธองค์เป็นพุทธบูชาพระองค์ทรงรับเอาดอกบัวแล้วจึงทรงแสดงธรรมโปรดและประทานพระเกศาธาตุแก่พญานาคคู่นั้น พญานาคจึงได้อธิษฐานสร้างเจดีย์หิน แล้วนำเอาพระเกศาธาตุบรรจุประดิษฐานไว้บนดอยแห่งนี้ ต่อมาได้มีนายพรานผู้แสวงหาของป่าได้มาพบเห็นเจดีย์มีลักษณะสวยงาม จึงเกิดอัศจรรย์ใจ แล้วได้นำเอาก้อนหินมาก่อเป็นรูปเจดีย์ขึ้นอีก ตกกลางคืนได้นิมิตฝันว่า เจดีย์ที่ตนพบนั้นเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้บอกกล่าวชักชวนประชาชนในแถบนั้นให้ขึ้นไป สักการะบูชา และเรียกชื่อภูเขาแห่งนี้ว่า “ดอยเส้นเกศ” บ้าง ทั้งนี้เพราะคำว่า “ภูเขา” หรือ”เขา” ในภาษาพื้นเมืองนั้นเรียกว่า “ดอย” ต่อมามีผู้สันนิษฐานว่า คำว่าดอยเส้นเกศได้เพี้ยนมาเป็น “ดอยสะเก็ด” นั่นเอง ดอยแห่งนี้ได้มีพุทธศาสนิกชนขึ้นมานมัสการเจดีย์หิน อันเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุมากขึ้น จึงได้ก่อเจดีย์ปูนเสริมให้ใหญ่ และมั่นคงกว่าเดิม ต่อมาได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งนามว่า “ครูบาเก๋” จากอำเภอเมืองน่าน มาสร้างวิหารและบูรณะเจดีย์พร้อมทั้งสถาปนาขึ้นเป็นวัด เรียกว่า “วัดพระธาตุดอยสะเก็ด” ภายหลังมีชาวบ้านเข้ามาอาศัยอยู่ในเขตเชิงดอย และใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก ทางราชการจึงได้จัดตั้งขึ้นเป็นอำเภอ โดยใช้ชื่อว่า “อำเภอดอยสะเก็ด” ตามภาษาเรียกของชาวบ้าน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๕ เป็นต้นมา

ตะลอนทัวร์เที่ยววัด ไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

ตะลอนทัวร์เที่ยววัด ไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1929 ในสมัยพญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์เม็งราย พระองค์ทรงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์ ใหญ่ ที่ได้ทรงเก็บไว้สักการบูชาส่วนพระองค์ถึง 13 ปี มาบรรจุไว้ที่นี่ ด้วยการทรงอธิษฐานเสี่ยงช้างมงคลเพื่อเสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐาน พอช้างมงคลเดินมาถึงยอดดอยสุเทพ มันก็ร้องสามครั้ง พร้อมกับทำทักษิณาวัตรสาม รอบ แล้วล้มลง พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้ขุดดินลึก 8 ศอก กว้าง 6 วา 3 ศอก หาแท่นหินใหญ่ 6 แท่น มาวางเป็นรูปหีบใหญ่ในหลุม แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงประดิษฐานไว้ จากนั้นถมด้วยหิน แล้วก่อพระเจดีย์สูง 5 วา ครอบบนนั้น ด้วยเหตุนี้จึงห้ามพุทธศาสนิกชนที่ไปนมัสการสวมรองเท้าใน บริเวณพระธาตุ และมิให้สตรีเข้าไปบริเวณนั้น ในปี พ.ศ. 2081 สมัยพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ 12 ได้ทรงโปรดฯให้เสริมพระเจดีย์ให้สูงกว่าเดิม เป็นกว้าง 6 วา สูง 11 ศอก พร้อมทั้งให้ช่างนำทองคำทำเป็นรูปดอกบัวทองใส่บนยอดเจดีย์ และต่อมาเจ้าท้าวทรายคำ ราชโอรสได้ทรงให้ตีทองคำเป็นแผ่นติดที่พระบรมธาตุในปี พ.ศ. 2100 พระมหาญาณมงคลโพธิ์ วัดอโศการาม เมืองลำพูนได้สร้างบันไดนาคหลวงทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้ประชาชนขึ้นไปสักการะได้สะดวกขึ้น และกระทั่งถึงสมัยครูบาศรีวิชัย ท่านได้สร้างถนนขึ้นไปโดยถนนที่สร้างนี้มีความยาวถึง 11.53 กิโลเมตร วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร นับได้ว่าเป็นวัดที่ดังมาก จนกระทั่งได้รับการประกาศเป็นโบราณสถานสำหรับชาติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ ลงวันที่ 8 มีนาคม 2478 พร้อมกับวัดอีกหลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ พระธาตุม่อนเปี๊ยะ

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระธาตุม่อนเปี๊ยะ
พระธาตุม่อนเปี๊ยะ แห่งวัดพระธาตุม่อนเปี๊ยะ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ มีตำนานเล่าขานมาแต่โบราณ โดยจารเป็นอักษรล้านนาลงในใบลานอายุหลายร้อยปี กล่าวว่าหลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปประทานพระเกศาธาตุ (เส้นผม) และทำนายไว้ที่พระธาตุหริภุญชัยแล้ว ก็เดินทางมายังทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มาถึงม่อนดอยลูกหนึ่งริมน้ำแม่โต๋ได้มีขุนลัวะ(เป็นคนไทชนเผ่าหนึ่ง) 3 ท่าน ชื่อขุนพลางสามเสียม, ขุนเมืองสาบ, และขุนหลวงหริภุญชัย ได้มาถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้าบนดอยลูกนี้หลังจากนั้นก็มีพญานาค 2 ตนออกมาจากถ้ำในดอยนั้น ชื่อโกปัสสโต๋และมโหธโร แล้วยังมีพญานาคอีกตนหนึ่ง ขึ้นมาจากน้ำแม่ขาน ชื่อว่า ขันธนาคราชา พญานาคทั้ง 3 ตน นี้ได้นำน้ำใส่กระบวยทองคำมาถวายเป็นน้ำฉันหลังจากนั้นพระอานนท์และพระอินทร์จึงทูลขอสิ่งที่ระลึกไว้ให้สำหรับขุนลัวะและพญานาคทั้งหลาย รวมทั้งมนุษย์ทั้งหลายไว้บูชาสืบไป พระพุทธเจ้าจึงเอาพระหัตถ์ที่เปียกลูบท้ายทอย ได้เส้นผมมาเส้นหนึ่งทรงยื่นให้พระอินทร์ พระอินทร์ก็ยื่นต่อให้กับขุนลัวะและพญานาคทั้งหลายแล้วก็นำพระเกศาธาตุใส่ลงในผอบแก้วมณี จากนั้นก็นำพระเกศาธาตุ ไปบรรจุลงในถ้ำของพญานาคที่อยู่กลางดอยนั้น ขุนลัวะ, พญานาค, พระอินทร์ เทวดาและชาวกระเหรี่ยง ทั้งหลายที่ได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็พากันนำสมบัติมีค่ามากมายบรรจุลงในถ้ำนั้นด้วย พระธาตุได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยครูบาศรีวิชัยซึ่งไม่อาจจะทราบได้ว่าพระเจดีย์องค์เดิมนั้นมีลักษณะอย่างไรหลังจากนั้นก็ถูกปล่อยให้ทิ้งทรุดโทรมเรื่อยมามีชาวบ้านมากราบไหว้แต่ไม่มีใครมีกำลังทรัพย์พอที่จะบูรณะซ่อมแซมได้ ต่อมาในยุคของครูบาคำปันแห่งวัดเมืองมาง นครเชียงใหม่ ได้ทราบความเป็นมาของพระธาตุและด้วยจิตศรัทธาจึงได้ริเริ่มนำสาธุชนทั้งหลายมาร่วมบูรณะพระธาตุทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ด้วยหวังจะให้เป็นวัดที่เจริญ และเป็นที่พึ่งแก่ชาวสะเมิงต่อไป

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระเจ้าล้านทอง

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระเจ้าล้านทอง เชียงใหม่
วัดพระเจ้าล้านทอง เมื่อเดินทางจากอำเภอพร้าวไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๔ กิโลเมตร ไม่นานนักก็จะพบทางแยกไปยังหมู่บ้านหนองปลามันตำบลน้ำแพร่ซึ่งก็คือทางไปวัดพระเจ้าล้านทองนั่นเองวัดแห่งนี้เป็นโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งของอำเภอพร้าวเนื่องจากสันนิษฐานว่าที่แห่งนี้ เคยเป็นที่ตั้งเมืองพร้าววังหินหรือเวียงหวายแต่เดิมนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีคูเมืองหลงเหลือ ให้เห็นอยู่โดยรอบวัดและเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปเก่าแก่คู่เมืองพร้าวคือ พระเจ้าล้านทอง ( พระเจ้าล้านตอง ) ถูกขนานนามว่า “พระเจ้าหลวง” เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองพร้าววังหินมาช้านานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อทองสำริด ขนาดหน้าตัก ๑๘๐ เซนติเมตร สูงรวมฐาน ๒๗๔ เซนติเมตรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุตามประกาศกรมศิลปากรในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ ๒ ตอนที่ ๒ วันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๘ วัดพระเจ้าล้านทองเป็นวัดแห่งประวัติศาสตร์ว่ากันว่าในอดีตนั้นนอกจากวัดแห่งนี้จะเป็นเมืองเก่าแก่แล้วเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ยกทัพผ่านเมืองพร้าวนั้นพระองค์ได้ ทรงหยุดทัพ ณ วัดพระเจ้าล้านทองแห่งนี้อีกด้วย วัดพระเจ้าล้านทองนั้นไม่มีพระสงฆ์จำวัดอยู่เลยมีเพียงคำร่ำลือถึงอาถรรพ์ต่างๆ ซึ่งชาวเมืองพร้าวเชื่อกันว่าพระสงฆ์ผู้มีบุญญาธิการจริงๆเท่านั้นจึงจะจำพรรษาอยู่ ณ วัดเก่าแก่แห่งนี้ได้ โดยทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ เหนือ ของทุกปีนั้น ทางวัดจะมีประเพณีทำบุญเป็นประจำทุกปีนับว่าเป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่ยังทรงคุณค่าในสายตาของชาวเมืองพร้าวเสมอมา และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์

วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ตั้งอยู่บนเนินเขาเต่า ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โดดเด่นและอยู่ติดกับวัดพระยืนพุทธบาทยุคล ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก อยู่บนเนินเขาลูกเดียวกันแต่คนละยอดกัน วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ถือเป็นวัดโบราณวัดหนึ่งของอุตรดิตถ์ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าผู้ใดสร้าง และสร้างแต่เมื่อใด แม้แต่ในศิลาจารึกครั้งกรุงสุโขทัยก็ไม่ได้มีข้อความกล่าวถึงพระแท่นศิลาอาสน์ เพิ่งจะมีปรากฏเป็นหลักฐานในหนังสือพระราชพงศาวดาร ในรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศ ครั้งที่พระองค์ได้เสด็จนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ เมื่อปี พ.ศ. 2283 ได้แสดงว่า พระแท่นศิลาอาสน์ได้มีมาก่อนหน้านี้แล้ว จนเป็นที่เคารพสักการะของคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งแม้แต่พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยายังเสด็จไปกราบนมัสการด้วยความศรัทธา พระแท่นศิลาอาสน์เป็นพุทธเจดีย์ เช่นเดียวกับพระแท่นดงรัง แห่งเมืองกาญจนบุรี เป็นที่เชื่อกันมาแต่โบราณว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งห้าพระองค์ในภัทรกัปนี้ ได้เสด็จและจะได้เสด็จมาประทับนั่งบนพระแท่นแห่งนี้ เพื่อเจริญภาวนา และได้ประทับยับยั้งในเวลาที่ตรัสรู้แล้ว เพื่อโปรดสัตว์ ซึ่งแสดงว่าพระแท่นศิลาอาสน์นี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างต่อเนื่อง ในพระพุทธศาสนามายาวนาน ตัวพระแท่นเป็นศิลาแลง มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 8 ฟุต ยาวประมาณ 10 ฟุต สูง 3 ฟุต ที่ฐานพระแท่นประดับด้วยลายกลีบบัวโดยรอบ มีพระมณฑปครอบ อยู่ภายในพระวิหารวัดพระแท่นศิลาอาสน์ หากมีโอกาสก็ไปกราบสักการบูชากันนะครับ เพื่อความเป็นมงคลแก่ชีวิต

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระธาตุกาหลง

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระธาตุกาหลง เชียงใหม่
วัดพระธาตุกาหลง มีประวัติกล่าวตามตำนานพระเจ้าเลียบโลก กล่าวไว้ว่า…เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เสด็จมาถึงบ้านสบปั๋ง พร้อมด้วยอรหันต์สาวก พบกับเจ้าน้อยจันต๊ะ ซึ่งได้กราบอาราธนานิมนต์นั่งบนหลังช้าง บรรดาชาวประชาผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายต่างก็ดีใจยิ่งนัก ได้นำเอามะพร้าวมาถวายพระองค์ ครั้นเมื่อพระองค์ทรงเสวยเสร็จแล้ว ได้โยนกะลามะพร้าว หรือชาวล้านนาเรียกว่า “ กะหลง ” ขึ้นบนเขาลูกหนึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ภายหลังต่อมาจึงมีชื่อว่า ” ดอยกะหลัง ” พร้อมทั้งทรงประทานพระเกศาธาตุไว้ให้บรรจุ ณ สถานที่แห่งนั้น ต่อมามีผู้สร้างเจดีย์ครอบไว้บนนั้นเรียกว่า “ พระธาตุดอยกะหล้ง ”
ยังมีอีกตำนานของอีกแห่งหนึ่งกล่าวไว้ว่า เมื่อคราวมีการจัดงานพิธีสรงน้ำพระธาตุ ก็มักจะมีการทำบุญด้วยข้าวก้อนใหญ่ให้แก่นกกาที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น ซึ่งในสมัยนั้นยังมีนกกาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่นกกาเหล่านั้นก็ลงมาจิกกินข้าวไม่ได้ มีแต่ว่าบินวนเวียนไปมาเหมือนหลงทิศหลงทาง ต่อมาชื่อ พระธาตุดอยกะหลง จึงเรียกเพี้ยนมาเป็น “พระธาตุดอยกาหลง” จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ส่วนเมืองนี้ก็ชื่อว่า เวียงพร้าว เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าเสวยผล “มะพร้าว” ณ สถานที่นี้นั่นเอง พระบรมธาตุเจดีย์ แห่งวัดพระธาตุกาหลงนี้ ส่วนฐานพระบรมธาตุเจดีย์ ได้รับการบูรณะซ่มแซมโดยเทคอนกรีตเสริมเหล็กรอบฐาน หนา ๐.๑๕ เมตร สูง ๐.๙๐ เมตร เสริมพื้นรอบฐานหนา ๐.๐๕ เมตร เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๒ โดยเทศบาลตำบลแม่ปั๋ง ซึ่งถือเป็นการรักษาศาสนสมบัติของพระพุทธศาสนาให้ยังคงอยู่สืบไป

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระธาตุภูขวาง พะเยา

พระธาตุภูขวาง วัดพระธาตุภูขวาง อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา

วัดพระธาตุภูขวาง มีตำนานกล่าวไว้ว่าสมัยหนึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเสด็จสัญจรมาด้วยอิทธิฤทธิ์ และทรงประทับบนยอดดอยภูขวาง ณ ที่นี้พระองค์ทรงสถิตสำราญพระอิริยาบถประทับอยู่ใต้ร่มรัง อันมีในท่ามกลางดอยที่นั้น พระองค์ทรงเปล่งออกซึ่งพระรัศมีรังษี(ฉัพพรรณรังษี) 6 ประการคือ ขาว เขียว เหลือง แดง หม่นสิ้ว มีวรรณดังแก้ววิฑูรย์ น้ำค้าง ชาวบ้านในระแวกไม่ไกลนักได้เห็นแสงรัศมีของพระพุทธองค์พุ่งออกส่องแสงสว่างจ้าไปทั่วทั้งดอยก็บังเกิดศรัทธาความเลื่อมใสโสมนัส ชื่นชมยินดี ยิ่งนัก พวกนายบ้านเห็นดังนั้นก็ป่าวประกาศ ให้ภรรยาลูกเต้าตลอดชาวบ้านทั้งหลายรีบเร่งจัดแจงแต่งหาโภชนาหารพร้อมบริบูรณ์เพื่อนำไปถวายแด่พระพุทธเจ้ากับทั้งพระอรหันต์ทุกๆพระองค์ มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประธานทรงรับภัตตหารบิณฑบาต และพระองค์ก็ฉันจังหัน บนดอยที่นั่น ครั้นฉันแล้วก็ทำภัตตกิจ แล้วแสดงพระธรรมเทศนา อนุปุพพิกถามีทานกถา เป็นต้น แก่ทายกทายิกา ทั้งหลาย แล้วจึงตรัสขึ้นว่าสถานที่นี้เป็นที่รื่นรมย์ยิ่งนักสมควรตั้งไว้ซึ่งศาสนาของเราตถาคต พระอานนท์ พุทธอุปทานกราบทูลว่า ขอพระธาตุเกศาของพระองค์ ขณะนั้นพระองค์จึงใช้พระหัตถ์เบื้องขวาขึ้นลูบพระเศียรได้พระเกศา3 องค์ (เส้น) มอบให้แก่พระอานนท์ฯ ซึ่งตรัสสั่งพระอินทร์ที่มาเฝ้าเช่นกัน ว่าให้เอาพระธาตุเกษาของ ตถาคตเรานี้เข้าบรรจุไว้ในถ้ำคูหาที่นี้ เมื่อพระองค์ตรัสสั่งดังนั้นแล้วพระอินทร์เนรมิตรตกแต่งเป็นบริเวณเนรมิตรปราสาททองสูง9 วา และอันเชิญโกศมรกตบรรจุพระธาตุประดิษฐานไว้ในท่ามกลางปราสาททองคำ เมื่อนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสสั่งไว้ว่า เมื่อใดเราตถาคต เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานขอให้เอาธาตุข้อมือขวามาบรรจุ ไว้ทับเกศาธาตุ นี้ตรัสต่อไปว่าดูกรอานนท์ พระธาตุในดอยลูกนี้ต่อไปจะได้ชื่อว่า พระธาตุภูขวาง เพราะดอยนี้ยาวไปทางทิศตะวันตก และทิศตะวันออก ส่วนนายบ้านผู้ประกาศป่าวร้องให้ชาวบ้านเกิดศรัทธาเลื่อมใส ต่อไปจะได้มาเกิดเป็นพระยาเจ้าเมืองที่นี้มีนามว่า พระยาศรีจอมธรรมิกราชจักร สร้างพระเจดีย์ขึ้นแห่งนี้ และจะสร้างวิหารกำแพงให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้นสืบไป ผู้คนที่มีบุญวาสนาเท่านั้นจึงจะได้มากราบไหว้สักการะที่พระธาตุแห่งนี้

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระธาตุผาตั้ง

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระธาตุผาตั้ง เชียงใหม่
วัดพระธาตุผาตั้ง ก่อตั้งก่อน พ.ศ.2472 เดิมชื่อ วัดม่อนธาตุ เมื่อปีพ.ศ.2472 มีนักบุญ และนักพัฒนาแห่งล้านนาไทย ชื่อว่า ครูบาศรีวิชัย หรือ ครูบาศีลธรรม ได้มาบำเพ็ญบารมีที่ถ้ำเมืองออน อำเภอสันกำแพง ขณะนั้น ศรัทธาสาธุชนทราบข่าวก็พากันไป อาราธนานิมนต์ มาบูรณะวัดม่อนธาตุ ซึ่งเจดีย์สมัยนั้นเป็นองค์เล็ก ครูบาศรีวิชัยได้นำ คณะศรัทธาญาติโยมสร้างเจดีย์ครอบองค์เก่า ให้ใหญ่โตขึ้น เท่าที่เห็นปัจจุบัน ในระหว่างที่ครูบาศรีวิชัยพักที่วัดพระธาตุดอยผาตั้งก็ได้ทำการบรรพชาให้กับ กุลบุตร ในหมู่บ้านออนกลาง – ป่าตัน หลายรูปด้วยกัน นอกจากจะสร้างเจดีย์แล้วท่านครูบา ยังได้สร้างวิหารขี้นอีกหลังหนึ่งอยู่ข้างเจดีย์ ทางด้านเหนือ แต่ยังไม่ทันสร้างเสร็จท่านอาพาธจึงต้องกลับไปรักษาตัวในเมืองเชียงใหม่ แล้วมอบให้ลูกศิษย์ชื่อว่า พระอิ่นแก้ว และ พระหนุน ดำเนินการก่อสร้างต่อจนเสร็จ ปี พ.ศ. 2488 ครูบาดวงต๋า ศิษย์ครูบาอีกรูปหนึ่งได้สร้างพระประธานในวิหารไว้ 3 องค์ ปางมารวิชัย หลังจากนั้นมีพระอีกหลายรูปมาจำพรรษาต่อกันมาการที่วัดพระธาตุดอยผาตั้ง ที่วัดแห่งนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ พระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ดังนั้นทุก ๆ ปี ศรัทธาสาธุชนทุกหมู่บ้านในตำบลออนเหนือ อำเภอสันกำแพง (ในขณะนั้น) ได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำพิธีสรงน้ำพระธาตุ เป็นประจำทุกปีและสืบ เนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน คือ เดือน 8 เหนือ แรม 8 ค่ำ ดังปรากฏที่ว่า วัดพระธาตุดอยผาตั้ง เป็นหนึ่งใน คำขวัญอำเภอแม่ออนว่า ผาตั้งธาตุคู่เมือง รุ่งเรืองฟาร์มโคนม รื่นรมย์น้ำพุร้อน เมืองออน ถ้ำแสนงาม

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระธาตุดอยเวียงชัยมงคล

ตะลอนทัวร์เที่ยววัดไหว้พระธาตุ ที่ วัดพระธาตุดอยเวียงชัยมงคล

วัดพระธาตุดอยเวียงชัยมงคล ตำบลโหล่งขอด อำเภอพร้าว เชียงใหม่ มีมหาธาตุเจดีย์โบราณที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอพร้าว มีอายุการสร้างถึง ๗๓๐ ปี สัญลักษณ์หลักแดนเขตเมืองพร้าว ที่พักทัพตั้งทัพของกษัตริย์ล้านนาในอดีต สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เก่าแก่ และสำคัญยิ่งแห่งหนึ่งของอำเภอพร้าว เหมาะแก่การศึกษา และอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นที่กราบไหว้สักการบูชาสืบต่อไป ประวัติกล่าวโดยย่อสามารถแบ่งออกเป็นยุคต่างๆ ดังนี้
ยุคที่ ๑ อ้างในตำนานพระเจ้าเลียบโลก เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเดินทางมายังดินแดนสุวรรณภูมิเขตล้านนาไทย พระพุทธองค์ทรงเสด็จมายังม่อนดอยเวียง (ปัจจุบันคือวัดพระธาตุดอยเวียงชัยมงคล) พร้อมพระอานนท์เถระ เมื่อชาวบ้านทราบข่าวจึงได้พากันมาทำบุญใส่บาตรฟังธรรมอุปัฏฐากดูแลพระ พุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอานนท์ทุกวัน ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จเดินทางออกจากเขตแดนเมืองพร้าว พระพุทธเจ้าทรงมอบเส้นพระเกศาให้กับชาวบ้านไว้กราบไหว้สักการระบูชา พร้อมกับได้พุทธทำนายไว้ว่าต่อไปสถานที่แห่งนี้จะเจริญรุ่งเรืองเป็นที่ตั้ง มั่นแห่งพุทธศาสนาในอนาคตกาลข้างหน้า จากนั้นชาวบ้านจึงสร้างพระธาตุเจดีย์บรรจุเพื่อรักษาพระเกศาของพระพุทธเจ้า ไว้ ณ ที่แห่งนี้สืบมา
ยุคที่ ๒ สมัยราชวงศ์มังรายมหาราช พญามังรายมหาราชได้เดินจากเมืองพร้าวเมืองที่พระองค์สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๑๘๒๔ มุ่งสู่หิริภุญชัยนคร ระหว่างทางได้พักทัพบริเวณม่อนพระธาตุดอยเวียงชัยมงคล ทรงสร้าง
พระธาตุ ขนาดใหญ่ครอบพระธาตุที่บรรจุเส้นพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ให้มีขนาดใหญ่ กว่าเดิม และสร้างแนวคูค่ายและขุดแนวกำแพงรอบวัดพระธาตุดอยเวียงชัยมงคลไว้ถึงห้าชั้น เพื่อเป็นที่ตั้งทัพและเป็นประตูเมืองพร้าวทางด้านทิศใต้ของอำเภอพร้าวในปัจจุบัน
ยุคที่ ๓ ครั้งพระยาปราบสงคราม (พญาผาบ) แม่ทัพผู้ปกครองแขวงหนองจ๊อม ที่ทนต่อการเก็บภาษีส่วนกลางที่กดดันชาวบ้านอย่างหนักไม่ได้ รวมกลุ่มสร้างวีรกรรมมุ่งสังหารเจ้านายภาษีและผู้บริหารจากส่วนกลางหวัง เพื่อปลดแอกให้แก่ประชาราษฎร์ผู้ยากไร้ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ แต่ไม่สำเร็จจึงหนีมาตั้งทัพบนพระธาตุดอยเวียงชัยมงคล ก่อนที่จะเดินทางไปยังเมืองเชียงตุง มีการค้นพบเงินตราสมัยรัชกาลที่ 5 บนพระธาตุดอยเวียงจำนวนหนึ่ง และคำบอกเล่าของคนในชุมชน
ยุคที่ ๔ ครั้งครูบาเจ้าศรีวิชัยเดินทางมาที่ตำบลโหล่งขอด เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๓–๒๔๗๔ พร้อมด้วยผู้ติดตามหลายร้อยคน ใกล้พลบค่ำครูบาได้เดินทางขึ้นไปบนพระธาตุม่วงเนิ้ง ซึ่งอยู่ใกล้พระธาตุดอยเวียงชัยมงคลทางทิศเหนือแล้วพูดคำปริศนาไว้ว่าในตำบล โหล่งขอดไม่ใช่มีแต่พระธาตุม่วงเนิ้ง แต่ยังมีพระธาตุสำคัญ และศักดิ์สิทธิ์อีกคือ พระธาตุดอยเวียงเวียงเก่าที่มีคูเวียงล้อมรอบ เมื่อใดก็ตามที่พระธาตุนั้นได้รับการบูรณะเสร็จสมบูรณ์ ชาวโหล่งขอดจะทำนาเป็นข้าวสาร ผู้ร่วมสร้างจะร่ำรวยด้วยโภคะทรัพย์ อยู่เย็นเป็นสุข หลังจากนั้นครูบาได้เดินทางลงมาพักที่วัดบ้านหลวงอีกสามวัน แล้วเดินทางออกจากตำบลโหล่งขอดมุ่งหน้าเข้าสู่วัดพระสิงห์-วรมหาวิหาร
ยุค ที่ ๕ ครั้งพระอาจารย์ปลัดนพบุรี มหาวณฺโณ ค้นพบเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๖ และเริ่มบูรณปฏิสังขรณ์สร้างวัดพระธาตุดอยเวียงชัยมงคลขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ตลอดจนปัจจุบันนี้ได้สร้างถาวรวัตถุต่างๆ ไว้ ณ วัดพระธาตุดอยเวียงชัยมงคล เพื่อให้เป็นวัดที่สมบูรณ์ถูกต้อง เป็นสถานที่กราบไหว้สักการบูชา ตลอดจนเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาประจำตำบลโหล่งขอดและถวายไว้ในบวรพระพุทธ ศาสนาให้ยั่งยืนยาวนานสืบต่อไป